แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ แฟรนไชส์ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ แฟรนไชส์ แสดงบทความทั้งหมด

วันจันทร์

Read-for-Rich with Franchise: รวยด้วยแฟรนไชส์:เชสเตอร์กริล

Read-for-Rich with Franchise: รวยด้วยแฟรนไชส์:เชสเตอร์กริล:

รวยด้วยแฟรนไชส์:เชสเตอร์กริล


อ่านแล้วรวย มารวยด้วยแฟรนไชส์อาหารที่โด่งดังอีกแบรนด์หนึ่ง บริษัท เชสเตอร์ ฟู้ด จำกัด เป็นผู้บริหาร ร้านอาหารไทยฟาสต์ฟู้ด ภายใต้ตราผลิตภัณฑ์ "เชสเตอร์กริลล์" ซึ่งกำเนิดขึ้นด้วยความมุ่งมั่นสร้างสรรค์อาหารคุณภาพเพื่อคนไทย ด้วยความคิดริเริ่มจาก เครือเจริญโภคภัณฑ์ ซึ่งเป็นกลุ่มบริษัทชั้นนำของเมืองไทย ที่มีชื่อเสียงมายาวนานกว่า 80 ปี มีนโยบายที่จะขยายกิจการสาขาผ่านระบบแฟรนไชส์


เหมือนเดิม คำถามแรก เท่าไหร่
600,000 บาท


มีค่าอย่างอื่นอีกไหม

เงื่อนไขการลงทุนธุรกิจแฟรนไชส์ร้านเชสเตอร์ กริลล์ มี 3 รูปแบบ
  1. Restaurant
    • พื้นที่ 51 ตารางเมตร ขึ้นไป
    • ค่าธรรมเนียมแรกเข้า (ก่อนVat)600,000 บาท
    • ค่ารอยัลตี้* 4% ของยอดขาย
    • ค่าการตลาดส่วนกลาง* 3% ของยอดขาย
  2. Satellite
    • พื้นที่ 26 – 50 ตารางเมตร
    • ค่าธรรมเนียมแรกเข้า (ก่อนVat)400,000 บาท
    • ค่ารอยัลตี้* 4% ของยอดขาย
    • ค่าการตลาดส่วนกลาง* 3% ของยอดขาย
  3. Kiosk
    • พื้นที่ ไม่เกิน 25 ตารางเมตร
    • ค่าธรรมเนียมแรกเข้า (ก่อนVat)200,000 บาท
    • ค่ารอยัลตี้* 4% ของยอดขาย
    • ค่าการตลาดส่วนกลาง* 3% ของยอดขาย
* ชำระรายเดือน
  • ยอดขาย หมายถึง ยอดขายหลังหักภาษีมูลค่าเพิ่ม 7 %
  • ค่าธรรมเนียมแรกเข้าชำระ ณ วันที่เซ็นต์ตกลงเป็นแฟรนไชส์
  • การเปิด Kiosk จะต้องเปิดร้านขนาด Satellite และ Restaurant ก่อนและตั้งอยู่ในศูนย์เดียวกัน

มีกี่สาขาแล้วตอนนี้
163 สาขา
แบ่งเป็นร้านของบริษัทฯ จำนวน 60 สาขา ร้านแฟรนไชส์ จำนวน 90 สาขา

เขาวางหลักเกณฑ์เบื้องต้นในการเลือกสรรแฟรนไชซี่อย่างไรบ้าง

วันอาทิตย์

Read-for-Rich with Franchise: รวยด้วยแฟรนไชส์ : เดอะพิซซา คอมปานี

Read-for-Rich with Franchise: รวยด้วยแฟรนไชส์ : เดอะพิซซา คอมปานี:

รวยด้วยแฟรนไชส์ : เดอะพิซซา คอมปานี


อ่านแล้วรวย แนะนำ แฟรนไชส์ธุรกิจอาหารอีกตัวที่ ดี เด่น ดัง

เขาบอกว่ายังไงบ้าง
ความสำเร็จเกิดขึ้นจากประสบการณ์และความทุ่มเทมาตลอด 30 ปี ในการบริการด้านอาหารและความเอาใจใส่ต่อลูกค้า จนถึงวันนี้ เรามีลูกค้ามาใช้บริการรวมกว่า 120 ล้านครั้ง

เอาคำถามแรกตรงประเด็นเลย ราคาเท่าไหร่
เก้าล้านบาท

ค่าใช้จ่ายมีแค่นี้หรือ

รูปแบบและงบประมาณการลงทุน เดอะ พิซซ่า คอมปะนี
  • งบการลงทุนในการเปิดร้านขนาด 240 ตรม. หรือในอาคารพาณิชย์ 2 ห้อง จะใช้งบลงทุนประมาณ 11 – 12 ล้านบาท
  • ผู้ซื้อแฟรนไชส์จะต้องจ่ายค่าการตลาด 5% ของยอดขายทุกเดือน และอีก 5% ของยอดขายสำหรับค่ารอยัลตี้ฟี
เก้า บวก สิบเอ็ด นี่มันยี่สิบพอดิบพอดี

(แต่เขาบอกว่าการลงทุนในการฝึกอบรมพนักงานอย่างจริงจัง จะได้รับผลตอบแทนกลับคืนมาหลายเท่า)

ระยะคืนทุนนานเท่าไหร่ละ
ไม่ได้บอกไว้

มีกี่สาขาแล้วละตอนนี้
188 สาขา โดยแบ่งสัดส่วนเป็นรูปแบบแฟรนไชส์ราว 70% และบริษัทเป็นผู้ลงทุนเอง 30%
ความเป็นมาเขาเป็นยังไง

วันพุธ

อ่านแล้วรวย:ขายไง ให้รวย The guidebook of How to sale


                     อ่านแล้วรวยมองว่าเราแสวงหาเทคนิควิธีการเพื่อตอบคำถามว่า “จะทำอย่างไร?”จึงจะรวย “จะใช้วิธีไหน?”จึงจะรวย โดยลืมถามคำถามพื้นฐานว่า “นี่เรากำลังจะทำอะไร?” “แล้วเราจะทำมันไปทำไม?” ผลสุดท้าย หลายคนได้ทำอะไรต่อมิอะไรไปมากมาย เพื่อค้นพบในที่สุดว่าไม่ได้อะไรจากการทำอะไรๆเหล่านั้นเลย ปัญหาก็ยังแก้ไม่ได้ ทุกอย่างก็ยังเหมือนเดิม    เผลอๆแย่กว่าเดิมอีก! เหมือนอย่างที่สตีเฟ่น อาร์ โควี่ย์ เคยกล่าวไว้ในหนังสือของเขาว่า “มันจะมีประโยชน์อะไร ถ้าเราหาบันไดได้แล้ว แต่ปรากฏว่าเราผ่าเอาบันไดนั้นไปพาดผิดตึก!”
          ดั่งกรณีเรื่องของการตลาด การขาย และงานบริการนั่นก็เช่นกัน อ่านแล้วรวยเห็นว่า  นับวันเราก็ทำให้ทุกอย่างมันยุ่งยากซับซ้อนมากขึ้นโดยใช่เหตุ หลายคนวิ่งเข้าไปตะลุมบอนกับความสลับซับซ้อน โดยลืมหลักการพื้นฐานไปอย่างหนึ่งที่ว่า “ความเรียบง่ายเท่านั้นแหละที่ดีที่สุด” (Simplicity is the best)
           หากจะถามว่าการตลาดคืออะไร? คำตอบที่ฟิลิป คอตเลอร์ ปรมาจารย์ด้านการตลาดตอบก็คือ การตลาดคือศิลปะของการค้นหาและรักษาลูกค้า” หรือจะตอบแบบขยายความไปอีกหน่อยก็ได้อีกว่า “การตลาดคือศาสตร์และศิลป์ของการค้นหา รักษา และเพิ่มจำนวนลูกค้าที่สามารถทำกำไรได้” นั่นละคือคำตอบ ดังนั้น ไม่ว่าเราจะใช้เครื่องมือทางการตลาดใดๆ ที่ถือว่าทันสมัยใหม่สุด กำลังอินเทร็นด์สุดๆ ซื้อหามาด้วยราคาแพงสุดๆ ก็ต้องกลับไปที่หลักการพื้นฐานว่าแล้วมันช่วยให้เราค้นหา รักษา และเพิ่มจำนวนลูกค้าที่สามารถทำกำไรได้หรือไม่
          และหากจะถามว่าการขายคืออะไร? คำตอบที่โจ แกนโดลโฟร์ ตัวแทนประกันชีวิตที่เป็นตำนานของคนในวงการประกันชีวิต ชาวอเมริกัน ตอบได้อย่างเรียบง่ายที่สุดก็คือ “การขายคือ 98% ของความเข้าใจในธรรมชาติของมนุษย์ และ 2% ของความรู้ความเข้าใจในตัวสินค้า!” ท่านคิดว่ามีคำตอบอะไรที่สั้น กระชับ เรียบง่าย ตรงประเด็น และสอดคล้องกับหลักการพื้นฐานมากที่สุด มากกว่านี้อีกไหม?

วันอาทิตย์

รวยด้วยแฟรนไชส์:เลือกภรรยา กับ เลือกแฟรนไชส์ อันไหนต้องดูดีกว่า choose franchise How to

เรื่องต้องคิด-ต้องถาม  ก่อนการตัดสินใจซื้อแฟรนไชส์นะพี่

ผมว่าเลือกแฟรนไชส์ก็คล้ายกับเลือกภรรยา
        อ่านแล้วรวยกำลังพูดถึงแฟรนไชส์ที่มีระบบเป็นมาตรฐานนะครับ  ซึ่งจะมีสัญญาผูกพันชัดเจน  ไม่ใช่ประเภทหลอกขายของโดยใช้ชื่อแฟรนไชส์แอบแฝง   ในสัญญาจะมีพวกนี้ครับ
      11 ข้อเกี่ยวกับสัญญาและข้อผูกพันที่ต้องพิจารณาครับพี่  ลองเขียนชื่อแฟรนไชส์ที่พี่สนใจสัก 5 ตัว เหมือนมีสาวๆมาติดพันเรา 5 คน  แล้วพี่ลองดูว่าแต่ละตัว(คน) 11 หัวข้อนี้เป็นอย่างไรบ้าง  ทำทุกตัวครบ 11 ข้อแล้วนำทั้ง 5 ตัวมาเปรียบเทียบกันนะครับ   จะพอมองได้ในมิติของสัญญาว่าแฟรนไชส์ไหนน่าจะดีที่สุด   ผมมองว่าแฟรนไชส์ที่ดีกว่ามักมีข้อสัญญาที่ชัดเจนและรัดกุมมากกว่า  ซึ่งก็เหมือนมิติด้านอื่นที่เขาคงชัดเจนและรัดกุมมากกว่าเช่นกัน  ถ้าเป็นผมนะพี่  ผมเลือกอันที่ชัดเจน/รัดกุม  ที่ไหนสัญญาหลวม  ระบบมันก็หลวมนั้นแหละ  เราต้องการซื้อระบบที่แข็งแรง  ถ้าทำหลวมๆ เราทำเองก็ได้  ไปเสียตังค์ให้มันทำไม 
                   1.แต่งงานอยู่กับภรรยาตลอดชีวิต แต่งกับแฟรนไชส์ละ อยู่นานเท่าไหร่
  ระยะเวลาของข้อผูกมัดคือ ช่วงเวลาที่สัญญาหรือนิติกรรมมีผลบังคับใช้ระหว่างแฟรนไชซอและแฟรนไชซี่ ซึ่งโดยปกติแล้วจะถูกกำหนดโดยฝ่ายแฟรนไชซอ สัญญานี้อาจมีระยะเวลาตั้งแต่ 3 ปีจนถึง 10 ปีหรือมากกว่านั้น โดยทั่วไปยิ่งอายุสัญญานานเท่าใด ค่าใช้จ่ายในการซื้อแฟรนไชส์ก็จะยิ่งมากขึ้น และเงื่อนไขของการต่อสัญญาก็มักจะมีการระบุไว้เรียบร้อย ในบางกรณี แฟรนไชซออาจอนุญาตให้มีการต่อสัญญาโดยมีระยะเวลานานเท่าเดิมโดยไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมใดๆ แต่สำหรับในบางกรณี แฟรนไชซออาจเรียกเก็บค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมในการต่อสัญญาใหม่ ดังนั้นจึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะศึกษาว่าช่วงระยะเวลาของข้อผูกมัดยาวนานเท่าใดสำหรับจำนวนเงินที่ต้องจ่ายไปในการซื้อแฟรนไชส์ เมื่อเปรียบเทียบกับรายได้หลังหักค่าใช้จ่ายและค่าธรรมเนียม เพื่อหาระยะเวลาในการคืนทุน  ข้อนี้แตกต่างกันนิดคือภรรยานั้นเขา(ไม่ใช่เรา)หวังว่าจะอยู่กับเราตลอดชีวิต แต่แฟรนไชส์เขาไม่ให้เราทั้งชีวิต
                 2 ค่าสินสอดทองหมั้น กับค่าธรรมเนียมแรกเข้า 
        ค่าธรรมเนียมเริ่มต้นคือ ค่าใช้จ่ายล่วงหน้าที่แฟรนไชซี่จะต้องค่ายให้แก่แฟรนไชซอ เพื่อให้ได้มาซึ่งลิขสิทธิ์ในากรประกอบธุรกิจหรือใช้ตราหรือเครื่งอหมายการค้า/ บริการภายในระยะเวลาที่กำหนด อย่างไรก็ดีแฟรนไชซอส่วนใหญ่จะเสนอบริการต่างๆ เพื่อเป็นการตอบแทนรายจ่ายนี้   แฟรนไชส์ซอก็เหมือนพ่อตาแม่ยาย  เขาประเมินค่าลูกสาวเขาตามคุณสมบัติความงาม/ความรู้/ต้นทุนที่เขารักเขาเลี้ยงดู  เขาเลี้ยงมาดีเขาก็คิดแพง  คุณพ่อแฟรนไชส์ซอร์ก็คิดเหมือนกัน   ลูกเขยที่เชื่อพ่อตาก็จะเจริญทั้งนั้น ยกตัวอย่างเช่น การให้ความรู้และการอบรม ความช่วยเหลือในการเปิดร้านค้า หรือออกแบบจุดขาย (outlet) ที่ได้แสดงการจัดวางตำแหน่งในพื้นที่ที่เหมาะสม การให้คำปรึกษา เป็นต้น ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะเป็นผลประโยชน์เพิ่มเติมต่อผู้ซื้อแฟรนไชส์ ดังนั้นผู้ซื้อแฟรนไชส์ควรจะต้องพยายามสอบถามว่าจะได้รับขอเสนอในบริการหรือสินค้าในลักษณะใดสำหรับจำนวนเงินที่จะต้องจ่ายไป โดยเฉพาะในช่วงแรกของการเปิดดำเนินกิจการจนกระทั่งเกิดรายได้  อันนี้เหมือนกันเดะ  ของดีมักไม่ถูก  ต่างกันก็คือ แฟรนไชส์พาหนีไม่ได้
 3 ค่าเลี้ยงดูภรรยา กับ เงินรายงวด/ ค่าธรรมเนียมการจัดการ 

วันพฤหัสบดี

รวยด้วยการจัดการ:อย่าตกหลุมนะว่าที่เถ้าแก่ The Enterprise How to

              ความใฝ่ฝันของคนที่อยากรวย อยากเป็นนายของตัวเองมีอยู่กันทุกคน  หลายคนใจกล้า ตัดสินใจละทิ้งเงินเดือนประจำ ลงทุนทำธุรกิจส่วนตัว ฝัน และมุ่งคิดจะรวย ด้วยใจเกินร้อย พร้อมทุ่มเทกำลังเต็มที่  ในการทำงานหนักสุดๆ แต่ในที่สุด กว่า 90%  ได้รับผลคือ ความล้มเหลว
 นั่นเพราะ  พวกเขายังไม่รู้ว่า  มันมีกับดักของเถ้าแก่มือใหม่ ที่คนจำนวนมากตกหลุมพรางเหล่านี้ ซ้ำแล้วซ้ำเล่า  และนี่คือกับดัก ที่เถ้าแก่มือใหม่ทุกคนต้องต้องเจอ
            1.มองภาพสวยหรู  คนที่เดินทางเข้าสู่  การเป็นเจ้าของกิจการ  มักมีความมุ่งมั่นสุดโต่ง เพราะมองเห็นขุมทองอยู่ข้างหน้า  จนยอมเสี่ยงทุกอย่าง เพื่อฝ่าฟันไปถึงจุดหมายให้ได้  โดยมองข้ามรายละเอียดของความเป็นจริงที่จะเกิดขึ้น และนี่คือกับดักด่านแรก ที่เถ้าแก่มือใหม่ต้องเจอ
 ผู้ที่จะเป็นว่าที่เถ้าแก่ มักจะวาดฝันเห็นภาพของตัวเอง  แต่งตัวดี ใช้คำสั่ง สั่งคนโน้นคนนี้ ได้ดั่งใจ  มีคนมาพินอบพิเท่า อยู่ในสถานที่ที่ตัวเองมีอำนาจสูงสุด  และหลายคนอาจจะอ่านหนังสือปลุกใจ ในเรื่องการสร้างความรวย สร้างความสำเร็จ แล้วเกิดความมั่นใจว่า นี่แหละเข้าข่ายตัวฉันเลย ที่จะกลายเป็นผู้ที่ประสบความสำเร็จได้ไม่ยาก
 ความมั่นใจเกินไป  และมุ่งเป้าสู่ความร่ำรวย เป็นด่านแรก ที่ทำให้เถ้าแก่มือใหม่ พลาดที่จะได้รับการเตือนภัยจากผู้ที่ประสบความสำเร็จมาก่อน  หลายคนที่อ่านประวัติผู้ที่ประสบความสำเร็จสูงๆ แล้วเชื่อว่า คนเหล่านั้นประสบความสำเร็จเพราะความดื้อรั้น  และการเชื่อตัวเอง แต่ในความเป็นจริงแล้ว องค์ประกอบของคนที่ประสบความสำเร็จนั้น  พวกเขาเรียนรู้จากข้อที่ผิดพลาดมากกว่า ข้อที่สมหวัง  
 ยิ่งเถ้าแก่มือใหม่ เห็นภาพความสวยหรูมากเท่าไหร่ ก็จะเกิดความผิดหวังมากเท่านั้น จนกระทั่งบั่นทอนจิใจอย่างรวดเร็ว  จนต้องยอมแพ้


            2.ทักษะการจัดการการเงิน   แน่นอนที่สุด เถ้าแก่มือใหม่ทุกคนมักจะผิดพลาดในการบริหารเงินช่วงเริ่มต้น และนี่เป็นสาเหตุใหญ่ที่ทำให้ชีวิตการเป็นเจ้าของกิจการจบลงในเวลาอันสั้น
 บางคน มีความพร้อมสามารถรวบรวมเงินทุนมาได้  ทั้งจากมรดก รวบรวมหุ้นเพื่อนฝูง ได้เงินมาก้อนโตหลายสิบล้าน พร้อมเต็มที่  แต่นี่ก็อาจกลายเป็นข้อเสีย  เราจะเห็น ลูกคนรวยในวงการไฮโซ ทำธุรกิจนิตยสาร เพราะอาชีพนี้มันดูเท่ห์  จัดงานเปิดตัวทุ่มทุนหมดไป 8 ล้าน  โดยไม่รู้ว่าอาชีพนี้ ทำไป 10 ปี อาจจะไม่มีทางได้กำไรขนาดนี้เลย   ทำให้เกิดการคำนวณผิดพลาดเรื่องรายรับอย่างมาก อาชีพการทำหนังสือ ถึงจะดูเท่ห์ก็จริง แต่ทุกๆวันมีแต่รายจ่าย เข้ามาอย่างรวดเร็ว  ในขณะที่รายได้จะเข้าอย่างเชื่องช้ามาก  ทำให้กิจการดังกล่าวจำเป็นต้องปิดตัวไปอย่างเงียบๆ
     นี่คือ กับดัก ของเถ้าแก่มือใหม่  ที่ขาดทักษะการจัดการทางการเงิน   นี่เป็นตัวอย่างของปัญหาของรายที่มีเงินมาก  แต่บางรายเกิดปัญหาเพราะมีเงินน้อย
             3.เงินไม่พอ

วันเสาร์

รวยด้วยการจัดการ:7สิ่งที่ต้องทำ เพื่อให้คุณรวยในปีนี้ 7 things make for rich this year


บทความแรกของ generationRich
 ช่วยวิจารณ์ด้วยนะครับ
          เท่าที่ผมได้สดับตรับฟังมา ผนวกกับการสังเกตสังกาด้วยตัวของผมเอง ทำให้สามารถพอจะสรุปได้ว่า ในยุคนี้ สมัยนี้ ไม่ว่าเราจะเรียกมันว่า “ยุคเศรษฐกิจใหม่” หรือ “ยุคดิจิตัล” หรือยุค ฯลฯ อะไรก็ตามที ใครก็ตามที่มีคุณสมบัติเป็นคนพื้นๆ คนธรรมดาๆ มีผลงานอยู่แค่ในระดับ “ดีโดยเฉลี่ย” หรือ “ดีระดับสามัญ” หรือแม้แต่ “ดีตามมาตร-ฐาน” เพียงเท่านั้น เห็นท่าว่าจะไม่เพียงพอเสียแล้ว เขาต้องมีอะไรมากกว่านั้น จึงจะมีชีวิตอยู่ในโลกของการแข่งขัน อันโหดร้ายแบบนี้ได้ 
     สินค้าและบริการที่ใครต่อใครต่างช่วงชิงแย่งกันผลิต แย่งกันออกมานำเสนอขายแก่ผู้คนก็เช่นกัน การมีสินค้าหรือบริการที่ดีแค่พื้นๆ ดีธรรมดาๆ ดีตามมาตรฐาน ก็ไม่มีทางที่จะดำรงคงอยู่ในตลาดได้ เว้นแต่จะต้องมีอะไรดีมากกว่านั้น จึงจะพอประสบความสำเร็จได้ 
     ในมุมมองของผม ไม่ว่าจะเป็น “คน” หรือ “ของ” (สินค้า/บริการ) จะต้องมีคุณสมบัติ หรือมีสมรรถนะ อย่างน้อย 7 ประการ ดังต่อไปนี้ จึงจะสามารถแข่งขันกับเขาได้ (ส่วนว่าจะชนะหรือไม่ ก็ต้องไปว่ากันอีกชั้นหนึ่งต่อไป) 
         1. ต้องเร็วกว่า
         2. ต้องมากกว่า
         3. ต้องดีกว่า
         4. ต้องประหยัดกว่า
         5. ต้องง่ายกว่า
         6. ต้องเอนกประสงค์กว่า และ
         7. ต้องสุขกว่า
 
     ต้องเร็วกว่า : ถ้าเป็นคน ก็ต้องเป็นคนที่ทำงานได้รวดเร็วกว่าคนอื่น แก้ปัญหาได้รวดเร็วกว่า สนองตอบลูกค้าได้รวดเร็วกว่า ฯลฯ
      ถ้าเป็นสิ่งของ หรือสินค้า ก็ต้องเป็นสินค้าที่ใช้งานได้สะดวกและรวดเร็ว เช่น ถ้าเป็นเครื่องถ่ายเอกสารก็ต้องถ่ายสำเนาได้รวดเร็ว ในหนึ่งนาทีถ่ายได้เป็นร้อยแผ่น

     ต้องมากกว่า : คนที่ทำงานได้ปริมาณงานมากกว่าคนอื่น ในเวลาที่เท่ากัน ย่อมได้เปรียบ ย่อมเป็นต่อ ย่อมเข้าตากรรมการมากกว่า คำว่า “ต้องมากกว่า” นี้ หมายรวมถึง การที่สามารถทำงานได้ด้วยระยะเวลาที่ยาวนานกว่าคนอื่นด้วย เช่น ในขณะที่คนอื่นเขาทำงานกันวันละ 8 ชั่วโมง แต่ถ้าเราสามารถทำงานได้ถึงวันละ 10 ชั่วโมง หรือ 12 ชั่วโมง หรือมากกว่านั้น เราย่อมเป็นคนที่ไม่ธรรมดา
      สินค้า หรือผลิตภัณฑ์ หรือบริการ ที่ให้คุณประโยชน์ใช้สอย หรือคุณค่า ได้มากกว่า ย่อมชนะใจผู้บริโภคได้มากกว่า

      ต้องดีกว่า : เป็นเรื่องของคุณภาพ คนที่ทำงานได้คุณภาพของงานที่ดีกว่า ก็ย่อมก้าวหน้ามากกว่า ประสบความสำเร็จมากกว่า
     สินค้า ผลิตภัณฑ์ หรือบริการ ที่มีคุณภาพดีกว่า ก็แน่นอนอยู่แล้ว ผู้คนเขาก็ย่อมอยากซื้ออยากใช้มากกว่า

     ต้องประหยัดกว่า : คนที่ทำงานเกินเงินเดือน ทำแล้วหน่วยงานรู้สึกคุ้มค่าที่จ้างเขาไว้ ได้คนอย่างเขาไว้ทำงาน เหมือนกับจ้างคนสองคนเลยทีเดียว แบบนี้แหละที่ทำให้ใครๆ ก็อยากจ้างเขา เพราะจ้างเขาแล้ว ประหยัดกว่าจ้างคนอื่น
      สินค้า ผลิตภัณฑ์ หรือบริการก็เช่นกัน ผู้ซื้อซื้อไปแล้วรู้สึกคุ้มค่า ประหยัดเงิน ประหยัดเวลา มากกว่ายี่ห้ออื่น เขาก็อยากใช้ยี่ห้อนี้ไปเรื่อยๆ

     ต้องง่ายกว่า : ต้องเป็นคนที่สามารถทำเรื่องซับซ้อน ให้เรียบๆ ง่ายๆ หรือในอีกความหมายหนึ่ง ต้องเป็นคนไม่เรื่องมาก ไม่มีพระยศพระเกียรติ ไม่มีพิธีรีตองอะไรมากมาย ว่าง่ายๆ ใช้งานง่ายๆ ไม่ใช่คนเรื่องมาก หรือชอบทำตัวให้เป็นคนยุ่งยาก
     สินค้า ผลิตภัณฑ์ หรือบริการ ก็เช่นกัน ต้องใช้งานง่าย เข้าถึงง่าย คนเขาถึงจะชอบ คนเขาถึงจะอยากซื้อ อยากใช้กัน

     ต้องเอนกประสงค์กว่า : ต้องเป็นคนที่สามารถทำงานได้หลายอย่าง ไม่ใช่แค่งานในหน้าที่ตามตำแหน่งเท่านั้น เดี๋ยวนี้ แม้จะเป็นหมอ เป็นวิศวกร เป็นนักวิชาการ ก็ต้องทำการตลาดเป็น ต้องขายเป็น ต้องรู้เรื่องการเงิน การบัญชี การภาษี ฯลฯ ด้วย จริงอยู่ที่คนเราอาจจะเก่ง หรือเชี่ยวชาญเพียงอย่างเดียว แต่ในยามจำเป็นก็ต้องสามารถทำอย่างอื่นๆได้ด้วย จึงจะเป็นที่ต้องการของหน่วยงาน เดี๋ยวนี้ คนที่พูดได้สองภาษาดูจะเป็นเรื่องธรรมดาไปเสียแล้ว หลายองค์กรต้องการคนที่รู้ภาษาที่สามด้วย
     ยุคนี้ โทรศัพท์เคลื่อนที่ที่ใช้โทรได้อย่างเดียว คนเขาเลิกใช้กันแล้ว โทรศัพท์เคลื่อนที่ต้องเอนกประสงค์ถึงขนาดสามารถถ่ายรูปได้ ถ่ายวีดิโอได้ ฟังเพลง ฟังข่าวได้ ซื้อสินค้า ชำระเงินค่าจิปาถะได้ ซื้อขายหุ้น ตรวจล็อตเตอรี่ได้ เป็นดิคชันนารี่ได้ ฯลฯ สรุปคือสินค้าและบริการทุกอย่างต้องมีคุณสมบัติตอบสนองความต้องการของ ผู้บริโภคได้หลายอย่างจึงจะดี ขนาดบริษัท ไปรษณีย์ไทยฯยุคนี้ยังรับจองพระเครื่อง พระบูชา ขายเครื่องสำอางผ่านเคาน์เตอร์กันแล้ว

      ต้องสุขกว่า : คนที่ทำงานร่วมกับผู้อื่นได้ดี ทำงานเป็นทีมได้ยอดเยี่ยม อยู่ที่ตรงไหน คนที่ตรงนั้นเขาก็มีความสุขกันถ้วนหน้า มีหัวใจบริการ มีวิญญาณของผู้รับใช้ เป็นผู้ให้มากกว่าผู้รับ เป็นผู้ช่วยแก้ปํญหามากกว่าเป็นผู้สร้างปัญหา คนแบบนี้ ใครๆ ก็อยากได้ตัวไปทำงานด้วย
      สินค้า ผลิตภัณฑ์ หรือบริการที่ทำให้ผู้ซื้อ หรือผู้บริโภคเกิดความอุ่นใจ สบายใจ ไร้กังวล รู้สึกเป็นสุข รู้สึกว่าคิดถูกแล้วที่ซื้อสินค้ายี่ห้อนี้มาใช้ ย่อมทำให้ผู้ซื้อ กลับมาซื้อซ้ำ กลับมาซื้อแล้วซื้ออีก ช่วยบอกต่อ ช่วยปกป้องแก้ตัวแทน ปวารณาตัวเป็นลูกค้าแฟนพันธุ์แท้ไปในที่สุด แบบนี้ ก็ไม่มีทางเป็นอื่นไปได้ นอกจากเป็นเบอร์หนึ่งในตลาด หรืออย่างแย่ๆ ก็ต้องอยู่ใน       ท้อปไฟ้ว์

     ลองใช้เกณฑ์สมรรถนะ 7 อย่างนี้ คอยเปรียบเทียบกับคนอื่นๆ หรือกับคู่แข่งอยู่เสมอๆ (Benchmarking) แล้วพยายามพัฒนาตนเอง พัฒนาสินค้า ผลิตภัณฑ์ หรือบริการของเรา ให้เหนือกว่าคนอื่น หรือเหนือกว่าคู่แข่งให้ได้ แม้ไม่ครบทุกอย่าง ก็ให้ได้มากอย่างที่สุด เราจึงจะอยู่รอด และพอจะมีหนทางชนะได้บ้าง