วันพุธ

รวยอสังหา บทที่ 1ตรวจสอบก่อนซื้อที่ดินซิ จะได้รวย Real estate investment How to lesson 1

   การเลือกซื้อที่ดินเพื่อสร้างความร่ำรวยนั้น  อ่านแล้วรวย คิดว่ามีสิ่งที่ต้องคำนึงถึงดังต่อไปนี้ครับ

1.    ตรวจสอบว่าที่ดินนั้นอยู่ในแนวเวนคืนที่ดิน หรือไม่ เนื่องจากที่ดินที่ถูกเวนคืน แม้เจ้าของจะได้รับเงินค่าทดแทน แต่อาจจะไม่คุ้มค่าเมื่อเทียบกับการนำที่ดินนั้นไปใช้ประโยชน์อย่างอื่น

2.    ตรวจสอบว่าที่ดินนั้นถูกอายัดหรือไม่ การตรวจสอบนั้นให้ไปตรวจสอบกับกรมที่ดิน ซึ่งถือว่าเป็นการตรวจสอบกรรมสิทธ์ในที่ดินของผู้ขายไปในตัวด้วย ว่าคนที่จะขายที่ให้เรานั้น มีกรรมสิทธ์ถูกต้องหรือใม่

3.    ตรวจสอบว่าที่ดินตาบอดหรือเปล่า ที่ดินตาบอดหมายถึงที่ดินที่ไม่มีส่วนเชื่อมต่อกับถนนสาธาณะ หากเป็นไปได้ควรหลีกเลี่ยง เนื่องจากที่ดินนั้นถือว่าไม่มีทางเข้าออก ซึ่งในทางกฎหมายสามารถแก้ไขได้ แต่ก็ต้องตกลงและเสียค่าใช้จ่ายให้กับเจ้าของที่ดินแปลงที่เราจะขอใช้เป็น ทางเข้าออกสู่ที่ดินของเรา ซึ่งถ้าตกลงกันเองได้ จะถือเป็น”ภาระจำยอม”ซึ่งไปดำเนินการกันเองได้ที่กรมที่ดิน แต่ถ้าตกลงกันเองไม่ได้ ก็ต้องพึ่งศาลตัดสินเป็น  "ทางจำเป็น"  เข้าสู่ที่ดินของเรา ซึ่งศาลก็จะให้เราเสียค่าใช้จ่ายให้แก่เจ้าของที่ดินแปลงที่เราจะขอใช้เป็น ทางเข้าออกเช่นกัน

4.    ตรวจสอบว่าที่ดินนั้นสามารถใช้ก่อสร้างอาคาร ประเภทใดได้บ้าง และมีข้อจำกัดในการก่อสร้างแค่ไหน โดยการตรวจสอบจากผังเมืองรวมในพื้นที่ (ปัจจุบันผังเมืองได้กำหนดการใช้ที่ดินออกเป็นสีๆ แต่ละสีกำหนดให้สามารถสร้างหรือห้ามสร้างอาคารแต่ละประเภทไว้ต่างกัน)
 

วันเสาร์

รวยด้วยการจัดการ:7สิ่งที่ต้องทำ เพื่อให้คุณรวยในปีนี้ 7 things make for rich this year


บทความแรกของ generationRich
 ช่วยวิจารณ์ด้วยนะครับ
          เท่าที่ผมได้สดับตรับฟังมา ผนวกกับการสังเกตสังกาด้วยตัวของผมเอง ทำให้สามารถพอจะสรุปได้ว่า ในยุคนี้ สมัยนี้ ไม่ว่าเราจะเรียกมันว่า “ยุคเศรษฐกิจใหม่” หรือ “ยุคดิจิตัล” หรือยุค ฯลฯ อะไรก็ตามที ใครก็ตามที่มีคุณสมบัติเป็นคนพื้นๆ คนธรรมดาๆ มีผลงานอยู่แค่ในระดับ “ดีโดยเฉลี่ย” หรือ “ดีระดับสามัญ” หรือแม้แต่ “ดีตามมาตร-ฐาน” เพียงเท่านั้น เห็นท่าว่าจะไม่เพียงพอเสียแล้ว เขาต้องมีอะไรมากกว่านั้น จึงจะมีชีวิตอยู่ในโลกของการแข่งขัน อันโหดร้ายแบบนี้ได้ 
     สินค้าและบริการที่ใครต่อใครต่างช่วงชิงแย่งกันผลิต แย่งกันออกมานำเสนอขายแก่ผู้คนก็เช่นกัน การมีสินค้าหรือบริการที่ดีแค่พื้นๆ ดีธรรมดาๆ ดีตามมาตรฐาน ก็ไม่มีทางที่จะดำรงคงอยู่ในตลาดได้ เว้นแต่จะต้องมีอะไรดีมากกว่านั้น จึงจะพอประสบความสำเร็จได้ 
     ในมุมมองของผม ไม่ว่าจะเป็น “คน” หรือ “ของ” (สินค้า/บริการ) จะต้องมีคุณสมบัติ หรือมีสมรรถนะ อย่างน้อย 7 ประการ ดังต่อไปนี้ จึงจะสามารถแข่งขันกับเขาได้ (ส่วนว่าจะชนะหรือไม่ ก็ต้องไปว่ากันอีกชั้นหนึ่งต่อไป) 
         1. ต้องเร็วกว่า
         2. ต้องมากกว่า
         3. ต้องดีกว่า
         4. ต้องประหยัดกว่า
         5. ต้องง่ายกว่า
         6. ต้องเอนกประสงค์กว่า และ
         7. ต้องสุขกว่า
 
     ต้องเร็วกว่า : ถ้าเป็นคน ก็ต้องเป็นคนที่ทำงานได้รวดเร็วกว่าคนอื่น แก้ปัญหาได้รวดเร็วกว่า สนองตอบลูกค้าได้รวดเร็วกว่า ฯลฯ
      ถ้าเป็นสิ่งของ หรือสินค้า ก็ต้องเป็นสินค้าที่ใช้งานได้สะดวกและรวดเร็ว เช่น ถ้าเป็นเครื่องถ่ายเอกสารก็ต้องถ่ายสำเนาได้รวดเร็ว ในหนึ่งนาทีถ่ายได้เป็นร้อยแผ่น

     ต้องมากกว่า : คนที่ทำงานได้ปริมาณงานมากกว่าคนอื่น ในเวลาที่เท่ากัน ย่อมได้เปรียบ ย่อมเป็นต่อ ย่อมเข้าตากรรมการมากกว่า คำว่า “ต้องมากกว่า” นี้ หมายรวมถึง การที่สามารถทำงานได้ด้วยระยะเวลาที่ยาวนานกว่าคนอื่นด้วย เช่น ในขณะที่คนอื่นเขาทำงานกันวันละ 8 ชั่วโมง แต่ถ้าเราสามารถทำงานได้ถึงวันละ 10 ชั่วโมง หรือ 12 ชั่วโมง หรือมากกว่านั้น เราย่อมเป็นคนที่ไม่ธรรมดา
      สินค้า หรือผลิตภัณฑ์ หรือบริการ ที่ให้คุณประโยชน์ใช้สอย หรือคุณค่า ได้มากกว่า ย่อมชนะใจผู้บริโภคได้มากกว่า

      ต้องดีกว่า : เป็นเรื่องของคุณภาพ คนที่ทำงานได้คุณภาพของงานที่ดีกว่า ก็ย่อมก้าวหน้ามากกว่า ประสบความสำเร็จมากกว่า
     สินค้า ผลิตภัณฑ์ หรือบริการ ที่มีคุณภาพดีกว่า ก็แน่นอนอยู่แล้ว ผู้คนเขาก็ย่อมอยากซื้ออยากใช้มากกว่า

     ต้องประหยัดกว่า : คนที่ทำงานเกินเงินเดือน ทำแล้วหน่วยงานรู้สึกคุ้มค่าที่จ้างเขาไว้ ได้คนอย่างเขาไว้ทำงาน เหมือนกับจ้างคนสองคนเลยทีเดียว แบบนี้แหละที่ทำให้ใครๆ ก็อยากจ้างเขา เพราะจ้างเขาแล้ว ประหยัดกว่าจ้างคนอื่น
      สินค้า ผลิตภัณฑ์ หรือบริการก็เช่นกัน ผู้ซื้อซื้อไปแล้วรู้สึกคุ้มค่า ประหยัดเงิน ประหยัดเวลา มากกว่ายี่ห้ออื่น เขาก็อยากใช้ยี่ห้อนี้ไปเรื่อยๆ

     ต้องง่ายกว่า : ต้องเป็นคนที่สามารถทำเรื่องซับซ้อน ให้เรียบๆ ง่ายๆ หรือในอีกความหมายหนึ่ง ต้องเป็นคนไม่เรื่องมาก ไม่มีพระยศพระเกียรติ ไม่มีพิธีรีตองอะไรมากมาย ว่าง่ายๆ ใช้งานง่ายๆ ไม่ใช่คนเรื่องมาก หรือชอบทำตัวให้เป็นคนยุ่งยาก
     สินค้า ผลิตภัณฑ์ หรือบริการ ก็เช่นกัน ต้องใช้งานง่าย เข้าถึงง่าย คนเขาถึงจะชอบ คนเขาถึงจะอยากซื้อ อยากใช้กัน

     ต้องเอนกประสงค์กว่า : ต้องเป็นคนที่สามารถทำงานได้หลายอย่าง ไม่ใช่แค่งานในหน้าที่ตามตำแหน่งเท่านั้น เดี๋ยวนี้ แม้จะเป็นหมอ เป็นวิศวกร เป็นนักวิชาการ ก็ต้องทำการตลาดเป็น ต้องขายเป็น ต้องรู้เรื่องการเงิน การบัญชี การภาษี ฯลฯ ด้วย จริงอยู่ที่คนเราอาจจะเก่ง หรือเชี่ยวชาญเพียงอย่างเดียว แต่ในยามจำเป็นก็ต้องสามารถทำอย่างอื่นๆได้ด้วย จึงจะเป็นที่ต้องการของหน่วยงาน เดี๋ยวนี้ คนที่พูดได้สองภาษาดูจะเป็นเรื่องธรรมดาไปเสียแล้ว หลายองค์กรต้องการคนที่รู้ภาษาที่สามด้วย
     ยุคนี้ โทรศัพท์เคลื่อนที่ที่ใช้โทรได้อย่างเดียว คนเขาเลิกใช้กันแล้ว โทรศัพท์เคลื่อนที่ต้องเอนกประสงค์ถึงขนาดสามารถถ่ายรูปได้ ถ่ายวีดิโอได้ ฟังเพลง ฟังข่าวได้ ซื้อสินค้า ชำระเงินค่าจิปาถะได้ ซื้อขายหุ้น ตรวจล็อตเตอรี่ได้ เป็นดิคชันนารี่ได้ ฯลฯ สรุปคือสินค้าและบริการทุกอย่างต้องมีคุณสมบัติตอบสนองความต้องการของ ผู้บริโภคได้หลายอย่างจึงจะดี ขนาดบริษัท ไปรษณีย์ไทยฯยุคนี้ยังรับจองพระเครื่อง พระบูชา ขายเครื่องสำอางผ่านเคาน์เตอร์กันแล้ว

      ต้องสุขกว่า : คนที่ทำงานร่วมกับผู้อื่นได้ดี ทำงานเป็นทีมได้ยอดเยี่ยม อยู่ที่ตรงไหน คนที่ตรงนั้นเขาก็มีความสุขกันถ้วนหน้า มีหัวใจบริการ มีวิญญาณของผู้รับใช้ เป็นผู้ให้มากกว่าผู้รับ เป็นผู้ช่วยแก้ปํญหามากกว่าเป็นผู้สร้างปัญหา คนแบบนี้ ใครๆ ก็อยากได้ตัวไปทำงานด้วย
      สินค้า ผลิตภัณฑ์ หรือบริการที่ทำให้ผู้ซื้อ หรือผู้บริโภคเกิดความอุ่นใจ สบายใจ ไร้กังวล รู้สึกเป็นสุข รู้สึกว่าคิดถูกแล้วที่ซื้อสินค้ายี่ห้อนี้มาใช้ ย่อมทำให้ผู้ซื้อ กลับมาซื้อซ้ำ กลับมาซื้อแล้วซื้ออีก ช่วยบอกต่อ ช่วยปกป้องแก้ตัวแทน ปวารณาตัวเป็นลูกค้าแฟนพันธุ์แท้ไปในที่สุด แบบนี้ ก็ไม่มีทางเป็นอื่นไปได้ นอกจากเป็นเบอร์หนึ่งในตลาด หรืออย่างแย่ๆ ก็ต้องอยู่ใน       ท้อปไฟ้ว์

     ลองใช้เกณฑ์สมรรถนะ 7 อย่างนี้ คอยเปรียบเทียบกับคนอื่นๆ หรือกับคู่แข่งอยู่เสมอๆ (Benchmarking) แล้วพยายามพัฒนาตนเอง พัฒนาสินค้า ผลิตภัณฑ์ หรือบริการของเรา ให้เหนือกว่าคนอื่น หรือเหนือกว่าคู่แข่งให้ได้ แม้ไม่ครบทุกอย่าง ก็ให้ได้มากอย่างที่สุด เราจึงจะอยู่รอด และพอจะมีหนทางชนะได้บ้าง 

   

วันพฤหัสบดี

อ่านแล้วรวย:คน 5 ประเภท แบบไหนถึงรวย


 คงไม่ต้องกล่าวอะไรกันให้มากความอีกแล้ว ในการที่จะบอกว่าปัจจุบัน โลกกำลังมีความเปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรงขนานใหญ่เพียงใด และเป็นไปอย่างรวดเร็วขนาดไหน แต่ที่ใคร่จะขอกล่าวในตอนนี้นั้น ก็คือ ในท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงนี้ ผู้คนในทุกภาคส่วน ในทุกปริมณฑล ประพฤติปฏิบัติตัวเองอย่างไรเพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงนี้
         เมื่อมีความเปลี่ยนแปลงใดๆ เกิดขึ้นทั้งเล็กใหญ่ ก็มักจะมีคนอยู่ 5 ประเภท ดังต่อไปนี้ ที่มีพฤติกรรมแตกต่างกันไป
         1. คนที่ลงมือทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลง
         2. คนที่เฝ้าดูการเปลี่ยนแปลง
         3. คนสงสัยว่ามีอะไรเปลี่ยนแปลง
         4. คนที่ต่อต้านการเปลี่ยนแปลง และ
         5. คนไม่เคยรับรู้การเปลี่ยนแปลงใดๆ

         ซึ่งก็พอจะอธิบายความหมายของคนแต่ละประเภทได้พอสังเขป ดังต่อไปนี้
        คนที่ลงมือทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลง เทียบเคียงกับคำในภาษาอังกฤษแล้ว อาจจะตรงกับคำว่า เป็นคนประเภท Proactive คนประเภทนี้มักเป็นคนที่มีวิสัยทัศน์ รู้จักมองการณ์ไกล เป็นคนที่ไม่ตั้งอยู่ในความประมาท

วันพุธ

อ่านแล้วรวย:ขอรวยเป็นทีม ปีใหม่เป็นต้นไป Rich team since new year

Richy-begger
generationRich
      สวัสดีปีใหม่ครับทุกๆคน  บทความแรกของปีใหม่นี้  อ่านแล้วรวยขอโปรโมทบล็อกเกอร์รายใหม่ที่จะมาช่วยเติมเต็มส่วนที่ยังขาดหายไปใน 2 เดือนที่บล็อก "อ่านแล้วรวย" ได้ออกสู่โลกแห่งอินเตอร์เนต ซึ่งล้วนเริ่มต้นจากผู้เข้ามาแอบดูบล็อกนี้  และมีความสนใจในเนื้อหาของบล็อก  จนนำไปสู่การพูดคุยเรื่องหนังสือ  ซื้อหนังสือ  และเสนอแนะในการปรับปรุงบล็อกเรื่อยมา  จนเกิดเป็น "รวยเป็นทีม"ขึ้นมาในปีใหม่นี้
           จากเวปบอร์ดแบ่งกันรวย สู่เวปบอร์ด ขอทาน-ความรวยเริ่มด้วยเมื่อ 3 สัปดาห์ที่แล้ว Richy-begger หนุ่มผู้ซึ่งนิยมชมชอบอ่านหนังสือฮาวทูเป็นชีวิตจิตใจ  ได้ติดต่อซื้อหนังสือจากหน้า  "รวยเงินทอง" ไป 4 เล่ม พร้อมทั้งแนะนำด้วยว่ารู้สึกงงกับบล็อกนี้ที่เป็นบล็อกทางการเงินแต่แต่งบล็อกได้เหมือนบล็อกเด็กอนุบาล  ควรจะศึกษามืออาชีพในการทำบล็อก  พร้อมทั้งแนะว่าวิธีทำเวปบอร์ดของบล็อกนั้นสามารถทำให้หน้าสนใจมากกว่านี้  แล้วก็ทั้งแนะนำวิธีทำ  อย่ากระนั้นเลย ในเมื่อ Richy-begger สนใจ  ผมจึงเชิญมาปรับโฉมหน้าเวปบอร์ด แบ่งกันรวย ให้เป็น ขอทาน-ความรวย  โดยมีคอนเซปของหน้านี้คือ จะเป็นเวปบอร์ดของผู้ที่ชอบอ่านหนังสือฮาวทูต่างๆ หรือนักท่องอินเตอร์เนต  จะได้แบ่งปัน "ประโยค"ดีๆเด็ดๆ ที่จะสร้างสมารถสร้างแรงบันดาลใจให้เพื่อนๆได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน  หน้านี้จึงเหมือนกับการ "ขอ" เปล่าๆ  และเชื่อว่าเพื่อนๆที่ไม่ปฏิเสธว่าตนเองนั้นต้องการจะ รวย ก็คงมีประโยคดีๆที่จะแบ่งปันอยู่มากมาย  ขอนะครับ
         จากฝากขายหนังสือ-มาเป็น generationRich  หนุ่มน้อยที่โทรมาบอกว่ามีหนังสือ "เฉลียงเรื่องราวบนแผ่นไม้" มาฝากขาย  เล่มละ 600 บาท เป็นหนังสือสะสมที่อยากจะแบ่งปันให้ผู้รักวงเฉลียงได้เป็นเจ้าของ  เชื่อว่าน่าจะขายได้แน่นอน  เพราะวงดนตรีพวกนี้เป็นวงแบบสไตล์ ไม่ใช่วงแฟชั่น  แฟชั่นแรงจริงแต่ดับแล้วดับเลย  สไตล์เหมือนน้ำซึมบ่อทราย  ไม่หวือหวาแต่มีน้ำไหลออกมาเรื่อยๆ  คิดว่าคนกลุ่มที่อ่านบล็อกนี้เป็นพวกมีสไตล์  ไม่ใช่พวกแฟชั่น  แล้วกลุ่มอายุที่อ่านน่าจะประมาณ 25 up  แล้วผมว่าหนังสือเล่มนี้มีวิธีคิดแบบสถาปนิกที่สร้างงานหลายๆอย่างระดับประเทศ  แล้วแต่ละคนรวยไม่น้อยนะ  ดี๋ นิติพงษ์ ห่อนาค ของแกรมมี่อย่างนี้  ประภาศ ชลศรานนท์ ของเวิกค์พ้อยท์ อย่างนี้  เขาเขียนบอกไว้ในเล่มนี้แหละตั้งแต่ต้นจนจบว่าเขาทำยังไงจึงรวย  ถ้าพี่ไม่เชื่อเดี๋ยวผมเขียนส่งให้พี่ดูนะพี่
      ผมฟังที่ generationRich พูดแล้วบอกได้คำเดียวว่า เออ ไอ้นี่มีแวว  

     ดังนั้น ปีใหม่นี้ Read-for-Rich อ่านแล้วรวย จะปรับโฉมให้มีความหลากหลายมากขึ้นครับ  เราจะมีทีมงานทั้งหมด 3 คน มาช่วยกันเขียนบทความหรือแนะนำหนังสือ และเรื่องเกี่ยวกับ  ความรวย  ในมุมมองต่างๆ  เชื่อแน่ว่าแฟนเก่าจะได้รับบรรยากาศเดิม  แต่จะมีกลุ่มใหม่เข้ามาแชร์ ความฝัน ความรวย  เพราะเราเชื่อว่า ถ้าไม่ได้เกิดเป็น  เดวิด เบคเฮ็ม ไมเคิล เจคสัน การจะทำงานอะไรคนเดียวให้รวยนั้นเป็นไปได้ยาก  เราจึงสร้างทีมขึ้นมาและจะพัฒนาทีมให้แข็งแกร่งขึ้นต่อไป
    สุดท้าย สำหรับ "รวยความสุข" "รวยสุขภาพ" "รวยปัญญา" "รวยมิตรภาพ" "รวยความงาม"  ยังยินดีเชิญผู้สนใจมาร่วมกันนะครับ

                          ปีใหม่นี้  รวย และ รวย ทุกคนครับ

วันศุกร์

อ่านแล้วรวย:รวยอะไรดี ปีใหม่นี้ How to Rich with wisdom in new year


อ่านแล้วรวย:ธรรมะพารวย

อ่านแล้วรวยเขียนบล็อกไปแล้วทั้งหมด 15 เรื่อง ล้วนแล้วแต่นำเสนอมุมมองความรวย

ทุกบทความ เน้น"รวยหุ้น"และหลักคิด "พ่อรวยสอนลูก"เป็นหลัก ปีใหม่นี้หลายคน

คงกำลังวางกลยุทธ์วางแผนรวยสำหรับปี 54กันพอสมควรแล้ว อ่านแล้วรวยจึงอยาก

จะแชร์ความ รวย ในปีใหม่กับแฟนๆอ่านแล้วรวยบ้าง

หน้า "รวยปัญญา" ตรงด้านบนในบล็อกนี้ เป็น หน้า ที่อ่านแล้วรวยคิดว่า สำคัญที่สุด

คู่กับ"รวยสุขภาพ" และ"รวยความสุข" ถึงแม้ "รวยเงินทอง"มากมายขนาดไหน หากมัว

หมกมุ่นครุ่นคิดเฉพาะ รวย เงินทองทรัพย์สินที่หาได้มาก็ไม่ได้คุ้มค่ากับเรี่ยวแรงและเวลา

ที่เสียไป ไม่คุ้มที่จะหาเงินแทบตายแล้วต้องเอาเงินทั้งหมดไปให้หมอให้พยาบาลให้บริษัท

ยาร่ำรวย ดังนั้นออมสุขภาพก็เหมือนความมหัสจรรย์แห่งดอกเบี้ยทบต้น ออมก่อนก็รวยกว่า

ดังนั้นนอกจากจะลงทุนให้ได้มาซึ่งทรัพย์สินเงินทองแล้ว ทุกคนน่าจะลงทุน

"รวยปัญญา""รวยสุขภาพ"และ"รวยความสุข"เป็นอันดับแรก

วันพุธ

คู่มือรวย การวางแผนธุรกิจ How to business budget planer


"อ่านแล้วรวย" แนะนำหนังสือที่หวัง"รวย"แบบเจ้าของ
กิจการหรือก้าวหน้าในอาชีพต้องอ่าน "การวางแผนธุรกิจ

ด้วยระบบวางแผนงบประมาณแนวใหม่"


จะต้องอ่านเล่มนี้เป็นหนังสือที่จะแนะนำองค์ประกอบหนึ่งที่สำคัญอย่างมาก

ในการดำกิจการ นั้นก็คือ(เงิน)และงบประมาณ แน่นอนเราทำ

อะไรขึ้นมาเป้าหมายก็คือได้รับผลตอบแทนในรูปตัวเงินที่เรา

จะนำมาเลี้ยงครอบครัว และยิ่งสำหรับผู้ที่หวังจะ "รวย" ด้วยแล้ว

หากละเลยไม่วางแผนการเงินให้ดื มีหวังมารู้อีกที่ตอนขาดสภาพ

คล่องแล้ว และเป้าหมายที่วางไว้ว่าจะ "รวย" ก็อาจกลายเป็น

"ซวย" เพราะขาดการวางแผนที่ดี


วันศุกร์

อ่านแล้วรวยเฉลย ทำไมบล็อกนี้พูดถึงหนังสือพ่อรวยสอนลูกกับหนังสือหุ้น ดร.นิเวศน์เยอะกว่าเรื่องอื่น

ถอดรหัสลับสมองเงินล้าน
คิดใหญ่ไม่คิดเล็ก
อ่านแล้วรวยขายคู่
150 บาท
                    
          
         อ่านแล้วรวย:หลายคนที่ติดตามบล็อกนี้อาจสงสัยว่าทำไมที่นี่พูดถึงหนังสือ 2 เล่ม ที่บางทีเหมือนกลุ่มเป้าหมายไม่ได้เป็นกลุ่มเดียวกันชัดเจนนัก  แม้ทั้ง 2 กลุ่มจะมุ่งหวังความร่ำรวยเหมือนกัน 
              แน่นอนในพ่อรวยสอนลูกนั้นถึงแม้พูดเรื่องเงินสี่ด้านสำหรับคนสี่กลุ่ม  แม้ว่านักลงทุนที่จะ รวย ในหุ้นจะเป็นกลุ่มหนึ่งที่พ่อรวยแนะนำว่าเราควรจะเป็นก็จริง  แต่พ่อรวยก็ยังชี้ให้เห็นถึงการสร้างธุรกิจของตนเองขึ้นมา  การลงทุนในอสังหาริมทรัพย์  และการสร้างเครือข่ายเพื่อเป็นพลังทวีคูณ ซึ่งทั้ง 3 เรื่องหลังดูจะมีน้ำหนักกว่าเรื่องหุ้นเสียอีก
            แต่ ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร  ผู้เป็นต้นแบบ รวยด้วยหุ้นพันธุ์แท้  ที่ยึดแนวทางของ วอร์แรน บัฟเฟต และ จอร์จ แกรแฮ


         แต่ The Magic of Thinking(คิดใหญ่ ไม่คิดเล็ก) เล่มนี้น่าจะทำให้ผมคิดว่าแท้ที่จริงแล้วความคิดของ พ่อรวยสอนลูก กับแนวคิดของ ดร.นิเวศน์ น่าจะไปในแนวทางเดียวกัน  ไม่นั้น ดร.นิเวศน์ คงไม่เลือกที่จะแปลหนังสือเล่มนี้หรอก  แน่นอนคนเราจะเลือกแปลหนังสือเรื่องไหนในบางคนอาจถูกว่าจ้างเพราะมีความเชี่ยวชาญด้านภาษา  แต่สำหรับ ดร.นิเวศน์ ผมเชื่อว่าท่านแปลเพราะท่านอาจแล้วสรุปได้ว่าหนังสือเล่มนี้มีคุณค่าที่จะเผยแพร่ให้คนไทยได้มีโอกาสเข้าถึงหนังสือที่มีตรรกความคิดที่ดี   โดยไม่มีอุปสรรคทางด้านภาษามาเป็นปัญหา  และ คิดใหญ่ไม่คิดเล็ก เล่มนี้แม้จะพยายามชี้ภาพให้เราได้เปรียบเทียบระหว่างผู้ที่หวัง รวย กับความคิดของคนทั่วไป  แน่นอนเป็นเรื่องวิธีคิด รวย เป็นหลัก  แต่ถ้าอ่านแล้วจะรู้ว่าครึ่งหลังของหนังสือเล่มนี้พูดเรื่องการทำธุรกิจเครือข่าย และ พลังทวีคูณ ซึ่งผมก็เลยสรุปเองว่า ดร.นิเวศน์ น่าจะมีความเชื่อเรื่อง พลังทวีคูณ เช่นเดียวกับที่ พ่อรวยสอนลูก เชื่อ
          อยากให้อ่านจริงๆครับสำหรับเล่มนี้หากใครยังไม่เคยอ่าน The Magic of Thinking  ไม่ต้องซื้อที่นี่ก็ได้ครับ  แต่เชียร์ให้อ่านมาก ตามร้านหนังสือทั่วไปเข้าใจว่ายังมี  แต่ถ้าอบากรู้ก่อน  อ่านตรงนี้ครับ  ผมนำมาจากบล็อก www.sarut-homesite.net ซึ่งสรุปย่อจากทั้งเล่มได้น่าอ่านดีมากครับ   นี่คือทั้งหมดจากบทความดังกล่าวครับ